เรื่องเด่น
Home / สุขภาพตา / 8 อาการตาพร่ามัว เห็นภาพเบลอต้องระวัง

8 อาการตาพร่ามัว เห็นภาพเบลอต้องระวัง

อาการตาพร่ามัว

อาการเกิดจากการที่มองเห็นอะไรไม่ค่อยชัด หรือเห็นเป็นภาพเบลอ มักพบได้ในผู้ที่มีปัญหาทางสายตาหรือผู้สูงอายุ แต่บางครั้งอาการตาพร่ามัวก็เกิดกับวัยรุ่นหนุ่มสาวได้เหมือนกัน เพราะโลกทุกวันนี้เป็นโลกเทคโนโลยี ผู้คนส่วนใหญ่มักใช้ชีวิตอยู่กับหน้าจออย่างจอสมาร์ทโฟน จอคอมพิวเตอร์ จอแท็บเล็ตและจอโทรทัศน์มากกว่าการนั่งพูดคุยกัน ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้แหละที่เป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาทางสายตาอย่างตาพร่ามัวขึ้น นอกจากจะทำให้มองเห็นอะไรไม่ชัดแล้ว ก็อาจมีอาการทางตาอื่นๆเกิดขึ้นร่วมด้วย เช่น ตาแห้ง ตาไม่สู้แสง มีน้ำตาและขี้ตามากกว่าปกติ

อาการตาพร่ามัวถึงแม้จะดูว่ามันปกติธรรมดา ไม่ร้ายแรงเท่ากับโรคทางตาอื่นๆ แต่จริงๆแล้วหากเป็นตาพร่ามัวก็ไม่ควรมองข้ามเด็ดขาด เพราะหากเป็นมากจะมองสิ่งที่อยู่ตรงหน้าไม่เห็นทำให้เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุและส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้ ทั้งยังเป็นสัญญาณอันตรายของโรคร้ายบางอย่าง ที่เสี่ยงต่อการเกิดตาบอดขึ้นได้อย่างโรคต้อหิน โรคต้อกระจก เป็นต้น


โรคตา..เป็นต้อ..ตาพร่าเบลอ…มองภาพซ้อน..ต้องดู!!

ลักษณะอาการตาพร่ามัว

ตาพร่ามัวอาจส่งผลต่อการมองเห็นบางส่วนหรือทั้งหมด อาจเกิดขึ้นได้ในตาข้างใดข้างหนึ่งหรือเกิดขึ้นพร้อมกันทั้ง 2 ข้าง ลักษณะอาการของมันมีดังนี้

  1. ค่าสายตาเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาสั้นๆ เช่นสายตาจากเดิมสั้น 200 หลังจากนั้นไม่กี่เดือนหรือไม่ถึงเดือนกลายเป็นสั้น 500
  2. มองเห็นแสงสะท้อน เช่น มองพระจันทร์แล้วเห็นเป็นแสงสะท้อน เป็นต้น
  3. มองหน้าคนมัวออกไป เช่น เห็นหน้าบุคคลเรียบเนียน ทั้งที่จริงๆแล้วหน้าของเค้ามีสิว
  4. มองเห็นตัวหนังสือไม่ชัด อ่านหนังสือไม่ได้
  5. มองเห็นภาพสีสดใสเป็นสีจาง
  6. มองภาพแคบลง
  7. จากที่เคยมองเห็นชัดกลายเป็นเบลอไปหมด
  8. มองเห็นไม่ชัดในระยะใกล้หรือในตอนกลางคืน

สาเหตุที่ทำให้ตาพร่ามัว

อาการตาพร่ามัวมักเกิดได้ทั้งปัญหาเกี่ยวกับตาโดยตรงและผลกระทบจากโรคอื่น เช่น โรคเบาหวาน และปัจจัยอื่นๆ ดังนี้

  1. การบาดเจ็บบริเวณดวงตา
  2. มีการติดเชื้อที่จอตา
  3. ตาแห้งหรือมีแผลบริเวณตา
  4. กระจกตาถลอกหรือรอยแผลเป็นบนกระจกตา
  5. เกิดจากภาวะสายตายาวตามอายุ ส่งผลให้ความสามาถในการโฟกัสลดลง
  6. เกิดจากความผิดปกติของภาวะการหักเหของแสง แบ่งเป็น มองเห็นระยะใกล้ชัดเจน เกิดได้กับคนทุกวัย อาจมีการเปลี่ยนแปลงเรื่อยๆจนกว่าสภาวะการเจริญเติบโตของดวงตาจะคงที่ มองเห็นระยะไกลชัดเจน อาจเกิดขึ้นได้ในวัยเด็กซึ่งเป็นผลมาจากกรรมพันธุ์ แต่เมื่อโตขึ้นอาการจะดีขึ้นเอง
  7. เกิดจากโรคจอประสาทตาเสื่อม ซึ่งโรคนี้ส่งผลต่อการมองเห็น ทำให้ความสามารถในการมองเห็นลดน้อยลงและการตอบสนองต่อแสงก็ลดลงด้วย จนค่อยๆเกิดการมองเห็นเลือนลางและตาบอดในที่สุด
  8. เป็นโรคจอประสาทตาเสื่อมตามอายุ (Age-related Macular Degeneration: AMD) ซึ่งเกิดจากการเสื่อมของจุดรับภาพบริเวณส่วนกลาง ทำให้เกิดอาการตาพร่ามัวขึ้น
  9. เกิดจากโรคเส้นประสาทตาอักเสบ
  10. เกิดจากโรคหลอดเลือดสมอง
  11. เกิดจากการใส่คอนแทคเลนส์ที่ไม่สะอาด ซึ่งเป็นผลให้ตาพร่ามัวได้
  12. เกิดจากภาวะเบาหวานขึ้นตา (Diabetic Retinopathy) คนที่เป็นเบาหวานจะมีภาวะเบาหวานขึ้นตาได้หากมีระดับน้ำตาลที่ไม่คงที่
  13. เกิดจากโรคไมเกรน บางคนจะมีอาการตาพร่ามัวเกิดขึ้นก่อนที่จะเป็นไมเกรน
  14. เกิดจากการทานอาหารเสริมหรือยาบางชนิด เช่น ยารักษาโรคหัวใจ ยาลดความดัน ยาต้านภาวะซึมเศร้า ยากลุ่มAnticholinergics หรือยาคุมกำเนิด เป็นต้น

การรักษาอาการตาพร่ามัว

  1. หากเป็นอาการตาพร่ามัวที่เกิดจากการมองเห็นไม่ชัดหรือความผิดปกติทางสายตา สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้โดยการสวมแว่นสายตา
  2. หากสาเหตุเป็นเพราะตาแห้ง ก็ให้ใช้ยาหยอดตาเพื่อให้ตาชุ่มชื้นและให้ดื่มน้ำมากๆเพื่อป้องกันร่างกายขาดน้ำ
  3. หากเกิดจากระดับน้ำตาลลดลง ให้ทานอาหารที่มีส่วนประกอบของน้ำตาลที่ออกฤทธิ์เร็ว เช่น น้ำผลไม้ กลูโคสอัดเม็ด ลูกอม เป็นต้น
  4. หากสาเหตุของอาการตาพร่ามัวมาจากการเป็นโรคต้อกระจก อาจต้องทำการผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ เพื่อให้ดวงตากลับมามองเห็นได้ชัดเจนดังเดิม
  5. หากการมองเห็นของดวงตาทั้ง 2 ข้างไม่เท่ากัน อาจใช้วิธีการรักษาแบบโมโนวิชั่น (Monovision) หรือเบลนด์วิชั่น (Blended Vision) คือการเลือกใส่คอนแทคเลนส์ที่มีค่าสายตาต่างกันเพื่อช่วยให้ประสาทตาปรับระยะการมองเห็นได้ทั้งใกล้และไกล โดยจะใส่คอนแทคเลนส์ที่มองเห็นได้ใกล้ข้างหนึ่ง มองเห็นได้ไกลอีกข้างหนึ่ง

การป้องกันอาการตาพร่ามัว

  1. สวมแว่นกันแดดทุกครั้งที่ต้องอยู่กลางแจ้ง
  2. ทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อดวงตา อย่าง ผักใบเขียว  ผักสีม่วง ผักผลไม้สีเหลืองและเนื้อปลา
  3. ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนใส่และถอดคอนแทคเลนส์เพื่อป้องกันการติดเชื้อทางดวงตา ทำความสะอาดคอนแทคเลนส์อยู่เสมอและควรเลือกใช้คอนแทคเลนส์ที่มีมาตรฐาน
  4. งดสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  5. เข้ารับการตรวจดวงตาเป็นประจำก็ช่วยป้องกันการเกิดความผิดปกติของดวงตาได้

อย่าละเลยการรักษาสุขภาพตาเด็ดขาด หากไม่อยากเกิดอาการตาพร่ามัวหรือโรคเกี่ยวกับดวงตาอื่นๆเกิดขึ้น เพราะดวงตามีคู่เดียว เราจึงควรใส่ใจและถนอมมันให้มากๆ เพื่อเราจะได้เป็นเจ้าของดวงตาที่สดใสไปนานๆ

มีประโยชน์ต่อผู้อ่าน - 75%

75%

คะแนนโหวต

ข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหน?

User Rating: 4.83 ( 2 votes)

Check Also

ประโยชน์ของยาหยอดตาและป้ายตาที่ควรรู้

ประโยชน์ของยาหยอดตาและป้ายตาที่ควรรู้

ยาหยอดตาและป้าย …

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

Comment moderation is enabled. Your comment may take some time to appear.