เรื่องเด่น
Home / สุขภาพตา / 6 อาการโรคตาแห้ง ที่ต้องระวังไม่ควรละเลย

6 อาการโรคตาแห้ง ที่ต้องระวังไม่ควรละเลย

โรคตาแห้ง

  โรคตาแห้ง เป็นภาวะที่พบได้บ่อยและพบได้ในทุกเพศทุกวัย อาจจะไม่ใช่อาการรุนแรง แต่การปล่อยทิ้งไว้ในระยะยาวโดยไม่ทำการรักษาจะทำให้อาการเคืองตารุนแรงยิ่งขึ้น จนอาจเกิดการอักเสบและการดึงรั้งของเปลือกตาทำให้ขนตาลงมาทิ่มตา ซึ่งหากเกิดการระคายเคืองจนกระจกตาเป็นแผลอาจต้องทำการผ่าตัดแก้ไขในที่สุด โรคตาแห้งเกิดได้จากหลายสาเหตุ อาทิ จากความเสื่อมของต่อมน้ำตาตามวัยหรือความไม่สมดุลของฮอร์โมนในร่างกายโดยเฉพาะในเพศหญิง ซึ่งทำให้คุณภาพของน้ำตาลดลง การใส่คอนแทคเลนส์ สภาพแวดล้อมที่มีแต่มลพิษทำให้เกิดอาการภูมิแพ้ที่ตา รวมถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้คนในยุคปัจจุบัน เช่น การจ้องจอคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนเป็นเวลานานเกินไป
ตาแห้งเป็นโรคตาที่เกิดจากระบบต่อมน้ำตาทำงานผิดปกติ ทำให้มีปริมาณน้ำตาไม่เพียงพอหรือมีการระเหยของน้ำตาที่มากเกินไป ส่งผลให้เกิดอาการไม่สบายตา เช่น เคืองตา แสบตา ตาแห้ง เป็นต้น


5 อาหาร ลดอาการ ตาแห้ง

สาเหตุของภาวะโรคตาแห้ง

  1. ความเสื่อมของต่อมน้ำตาไมโบเมียน (meibomian gland dysfunction: MGD) ซึ่งเป็นต่อมที่อยู่ที่เปลือกตา ทำหน้าที่สร้างน้ำตามาหล่อลื่นดวงตา
  2. ความไม่สมดุลของฮอร์โมนในร่างกาย โดยเฉพาะในเพศหญิง ทำให้คุณภาพของน้ำตาลดลง
  3. การใส่คอนแทคเลนส์
  4. อาการภูมิแพ้ที่ตาซึ่งอาจเกิดจากสิ่งแวดล้อมที่มีฝุ่น ควัน มลภาวะ
  5. พฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนเป็นเวลานานเกินไป
  6. การใช้ยาบางประเภท เช่น ยาคุมกำเนิด ยาแก้แพ้ ยาต้านซึมเศร้า ยาลดความดันโลหิตบางชนิด เป็นต้น

อาการของภาวะโรคตาแห้ง

  1. คันตา แสบตา ระคายเคืองตา
  2. มีความรู้สึกเหมือนมีสิ่งแปลกปลอมคล้ายทรายหรือฝุ่นอยู่ในตา
  3. แพ้แสง แพ้ลม
  4. บริเวณตาขาวมีสีแดงจากการอักเสบ ขอบเปลือกตาแดง
  5. ตามัวในบางขณะ
  6. รู้สึกไม่สบายตาเมื่อตื่นนอน

ผลที่ตามมาจากภาวะโรคตาแห้ง

หากปล่อยให้มีภาวะตาแห้งโดยไม่ทำการรักษา อาจส่งผลให้เกิดภาวะอื่นๆ ตามมา เช่น

  • การอักเสบของเปลือกตา
  • การดึงรั้งของเปลือกตาทำให้ขนตาลงมาทิ่มตา
  • กระจกตาเป็นแผล

การตรวจวินิจฉัยโรคตาแห้ง

  • การซักประวัติผู้ป่วย เช่น อาการ ประวัติสุขภาพ ประวัติการใช้ยา เป็นต้น เพื่อประเมินปัจจัยเสี่ยงที่มีผลให้เกิดภาวะตาแห้ง
  • การตรวจดูคุณภาพของน้ำตา
  • การตรวจวัดปริมาณน้ำตา
  • การตรวจต่อมน้ำตาไมโบเมียนด้วยกล้องชนิดพิเศษที่เรียกว่า meibography เพื่อดูความเสียหายของต่อมน้ำตา

Ep.1-2 แนวทางการรักษาโรคตาแห้ง

การรักษาโรคตาแห้ง

  • การใช้น้ำตาเทียมเพิ่มความชุ่มชื้นให้ดวงตา
  • การใช้ยาหยอดตากลุ่มสเตียรอยด์ เพื่อลดการอักเสบของผิวนัยน์ตาหรือผิวเยื่อบุตา และช่วยบรรเทาอาการคันระคายเคืองตา แต่การใช้ยากลุ่มนี้จะต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์และใช้เป็นช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น
  • การทำความสะอาดเปลือกตาด้วยน้ำยาพิเศษ เพื่อกำจัดเชื้อโรคหรือสิ่งสกปรกที่อยู่บริเวณรอบเปลือกตา
  • การประคบน้ำอุ่นอุณหภูมิประมาณ 41-43 องศาเซลเซียสเป็นประจำเช้า-เย็น
  • การนวดและการทำความสะอาดดวงตา (การกดรีดไขมันตามแนวการวางตัวของต่อมไมโบเมียนที่ขอบเปลือกตา)
  • การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต ลดการเพ่งหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟน และพักสายตาเป็นระยะๆ

ท่อน้ำตาอุดตัน

เป็นภาวะอุดตันในท่อน้ำตาทำให้น้ำตาไม่สามารถระบายออกได้ ผู้ป่วยจึงมีอาการน้ำตาคลอหรือน้ำตาไหลตลอดเวลา โดยทั่วไปแล้วท่อน้ำตาอุดตันแบ่งออกได้เป็น 3 แบบขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่อุดตัน ได้แก่

  1. อุดตันที่ลิ้นเปิดปิดในท่อน้ำตา ส่วนใหญ่พบในเด็กแรกเกิดที่ลิ้นเปิดปิดไม่ยอมเปิดออก
  2. อุดตันที่กลางท่อน้ำตาซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น อุบัติเหตุ หรือเกิดอักเสบติดเชื้อที่ตาบ่อยๆ
  3. อุดตันที่รูเปิดระบายของท่อน้ำตาเกิดได้กับผู้ใหญ่ทั่วไปโดยเฉพาะผู้ที่เยื่อบุตาอักเสบบ่อยๆ จนเป็นพังผืด เช่น ตาแดง เคืองตาบ่อยๆ หรือใช้ยาหยอดตาบางชนิดเป็นเวลานาน

นอกจากมีน้ำตาคลอหรือน้ำตาไหลตลอดเวลาแล้ว บางรายอาจพบขี้ตามากผิดปกติ แต่อาจจะมีหรือไม่มีอาการเจ็บหรือเคืองตาก็ได้ ซึ่งเป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิตประจำวันเท่านั้น เพราะหากปล่อยไว้ให้ท่อน้ำตาอุดตันนานๆ ฝุ่นละอองและของเสียจะคั่งและสัมผัสกระจกตาและเยื่อบุตาทำให้เกิดการระคายเคืองหรืออักเสบเรื้อรังได้ เมื่อการอักเสบลุกลามเป็นเวลานานอาจกระตุ้นทำให้เปลือกตาอักเสบซ่อนเร้นเป็นระยะเวลานานจนกระตุ้นให้ขนตาทิ่มหรือเป็นหนองในท่อน้ำระบายน้ำตาได้ บางคนถ้าปล่อยทิ้งไว้นานๆ ไม่รักษาก็จะเกิดหนองและบวมรุนแรงบริเวณระบบระบายน้ำตาหรือลุกลามเข้าดวงตาหรือเบ้าตาได้

การรักษาท่อน้ำตาอุดตัน

สำหรับเด็กทารก ทั่วไปแพทย์จะรักษาด้วยการนวดบริเวณที่ท่อน้ำตาอุดตันก่อน เพื่อให้เยื่อบางๆ ที่ขวางลิ้นเปิดปิดในท่อน้ำตาเปิดออก ซึ่งร้อยละ 90 จะหายเป็นปกติได้เองภายในหนึ่งปีหรือหนึ่งปีครึ่ง หากยังไม่หายในช่วงขวบปีแรก แพทย์จะใช้วิธีการแยงท่อน้ำตา ซึ่งโดยส่วนใหญ่มักหายขาด ในกรณีที่เป็นซ้ำอาจใช้วิธีแยงท่อน้ำตาซ้ำและใส่ท่อซิลิโคนคาไว้ในระบบระบายน้ำตา ถ้ารักษาทุกวิธีแล้วยังไม่ได้ผล เมื่อเด็กอายุครบ 3-4 ขวบ อาจต้องใช้วิธีการผ่าตัดทำทางระบายเพื่อถ่ายเทของเสีย และป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจตามมา

สำหรับผู้ใหญ่  ไม่สามารถแยงท่อน้ำตาได้เหมือนในเด็กเนื่องจากพังผืดภายในระบบท่อระบายน้ำตามักจะหนา การรักษาท่อน้ำตาอุดตันจึงต้องใช้วิธีการผ่าตัดซึ่งมีอยู่ 2 วิธี ได้แก่

การผ่าตัดแก้ไขท่อน้ำตาอุดตันแบบดั้งเดิม เป็นวิธีการผ่าตัดแบบมาตรฐานคือเปิดแผลจากด้านนอกบริเวณข้างของจมูก ขนาดแผลประมาณ 1.5 เซนติเมตร และทำทางระบายท่อน้ำตาใหม่ ซึ่งวิธีนี้แผลอาจหายช้าและทำให้เกิดแผลเป็นถาวรได้

การผ่าตัดส่องกล้อง เป็นการผ่าตัดโดยการส่องกล้องขนาดเล็กที่เรียกว่าเอ็นโดสโคป (endoscope) เข้าไปในช่องจมูกเพื่อผ่าตัดทางเชื่อมท่อน้ำตาและทำทางระบายท่อน้ำตาใหม่ ซึ่งวิธีนี้จะไม่มีแผลผ่าตัดให้เห็นจากทางด้านนอก ฟื้นตัวได้เร็วกว่า และแผลหายเร็วกว่าการรักษาแบบดั้งเดิม แต่การรักษาวิธีนี้จำเป็นต้องอาศัยความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ของจักษุแพทย์เฉพาะทาง

หากพบว่าตาแห้งบ่อยเป็นประจำควรพบแพทย์ เพื่อทำการรักษาอย่าปล่อยทิ้งไว้นาน จะเกิดอันตรายต่อดวงตาของเราได้  การดูแลของแพทย์จะขึ้นอยู่กับอายุในเด็กหรือผู้ใหญ่ โดยแพทย์จะมีวิธีการรักษาที่แตกต่างกันไป

มีประโยชน์ต่อผู้อ่าน - 71%

71%

คะแนนโหวต

ข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหน?

User Rating: 5 ( 1 votes)

Check Also

ประโยชน์ของยาหยอดตาและป้ายตาที่ควรรู้

ประโยชน์ของยาหยอดตาและป้ายตาที่ควรรู้

ยาหยอดตาและป้าย …

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

Comment moderation is enabled. Your comment may take some time to appear.