เรื่องเด่น
Home / สุขภาพตา / 3 วิธีรักษาโรคต้อหิน หายขาด เจ็บน้อย

3 วิธีรักษาโรคต้อหิน หายขาด เจ็บน้อย

โรคต้อหิน

ดวงตาทำให้เรามองเห็นสิ่งสวยงามบนโลกใบนี้ ดวงตาจึงถือว่าเป็นอวัยวะที่สำคัญไม่แพ้กับส่วนอื่นๆของร่างกายเลย แต่คนส่วนใหญ่มักจะละเลยอวัยวะที่สำคัญนี้ไป ไม่ดูแลรักษาให้ดีจนเกิดเป็นโรคต้อหินขึ้นมา ซึ่งใครที่เป็นต้อหินส่วนใหญ่จะไม่รู้ตัวเพราะไม่มีอาการใดๆแสดงออกมาหรือมีสัญญาณเตือนว่าเป็นต้อหินจะมารู้ตัวอีกทีตอนที่ตาเกือบบอดแล้ว ที่อันตรายที่สุดคือหากไม่เข้ารับการรักษา ตาก็จะบอด แต่จะตาบอดช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคของแต่ละคนด้วย จึงถือเป็นมฤตยูเงียบที่ต้องระวัง แต่หากเข้ารับการตรวจสุขภาพตาเป็นประจำทุกปีก็สามารถแก้ไขและป้องกันได้อย่างทันท่วงที เพราะเมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไปโอกาสที่จะเป็นต้อหินมีมาก


Glaucoma (open-angle, closed-angle, and normal-tension) – pathology, diagnosis, treatment

โรคต้อหินคืออะไร?

ต้อหินเป็นกลุ่มโรคของตาที่เกิดการทำลายของเส้นประสาทตาอย่างถาวร ส่วนใหญ่สาเหตุมักเกิดจากความดันตาที่สูงกว่าปกติ (ค่าปกติจะอยู่ระหว่าง 10 – 21 มิลลิเมตรปรอท ค่าเฉลี่ยทั่วไปอยู่ที่ 15.5 มิลลิเมตรปรอท) เมื่อคลำลูกตาจากภายนอกจะมีความรู้สึกว่าตาแข็งเหมือนหิน จึงเป็นที่มาของชื่อโรคต้อหินไม่ได้เกี่ยวกับการมีเศษหินติดอยู่ในลูกตาแต่อย่างใด

สาเหตุของโรคต้อหิน

ต้อหินเป็นอีกหนึ่งกลุ่มในโรคต้อที่พบได้บ่อยมากมีทั้งต้อกระจก ต้อลม ต้อเนื้อและต้อหินแต่ต้อหินเป็นต้อชนิดเดียวที่ไม่มีตัวต้อให้เห็น เพราะจริงๆแล้วต้อหินเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากขั้วประสาทตาเสื่อม ส่งผลให้สูญเสียการมองเห็นถาวร ไม่มีสาเหตุจากปัจจัยภายนอกหรือพบร่วมกับโรคทางตาอื่นๆ เกิดจากความดันลูกตาที่เพิ่มสูงขึ้น อาจจะสูงขึ้นเองตามธรรมชาติหรือสูงขึ้นจากยาบางชนิดที่ทานเป็นประจำ จากอุบัติเหตุหรือจากการผ่าตัดน้ำหล่อเลี้ยงภายในลูกตา

ทุกคนไม่ว่าอยู่ในวัยไหนมีโอกาสเป็นต้อหินด้วยกันทั้งนั้น ถึงแม้ร่างกายจะแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัวก็เสี่ยงเป็นโรคนี้ได้ และความเสี่ยงในการเป็นต้อหินจะมากขึ้นในวัยผู้สูงอายุ


Understanding Glaucoma

วิธีการรักษาโรคต้อหิน

 เนื่องจากโรคต้อหินเป็นโรคที่เส้นประสาทตาถูกทำลายถาวร การรักษาจึงเป็นแบบประคับประคองไม่ให้ประสาทตาถูกทำลายมากขึ้น ทั้งนี้วิธีการรักษาก็ขึ้นอยู่กับชนิดและระยะของโรคด้วย

  1. หากเป็นต้อหินเฉียบพลัน จะมีอาการตาแดง ตามัวและปวดตาเกิดขึ้นให้ไปพบแพทย์ด่วนเพื่อทำการตรวจตาและวัดความดันตา หากความดันตาสูงและแพทย์วินิจฉัยโรคได้เร็ว แพทย์ก็จะให้ยาลดความดันและยิงแสงเลเซอร์ อาการก็จะหายไป (ยกเว้นสายตาที่เสียไปแล้ว) เสร็จแล้วผู้ป่วยก็ไม่ต้องพักฟื้นที่โรงพยาบาล สามารถกลับบ้านได้ทันทีส่วนต้อหินเรื้อรังแพทย์จะให้หยอดตาไพโลคาร์พีน (Pilocarpine)และให้ทานยาอะเซตาโซลาไมด์ (Acetazolamide)อย่างไดอะม็อกซ์ (Diamox)ครั้งละ ½ – 1 เม็ด วันละ 4 ครั้ง เพื่อลดความดันตาลง และแพทย์จะนัดติดตามอาการเป็นระยะๆ เพื่อประเมินผลการรักษา แต่หากการใช้ยาไม่ได้ผลก็ต้องทำการผ่าตัดหรือใช้แสงเลเซอร์ในการรักษา
  2. การใช้เลเซอร์  ซึ่งประเภทที่ใช้เลเซอร์ก็ขึ้นอยู่กับชนิดของต้อหินและระยะของโรคด้วย
    -Selective Laser Trabeculoplasty(SLT)เป็นการรักษาต้อหินมุมเปิด ใช้ในกรณีที่รักษาด้วยยาหยอดตาแล้วไม่ได้ผล การเลือกใช้วิธีนี้จะทำให้ความดันลูกตาลดลงได้แต่แค่ชั่วคราวเท่านั้น จึงมักใช้ในคนไข้ก่อนที่จะทำการผ่าตัด เพื่อประวิงเวลาในการผ่าตัดออกไป
    -Laser peripheral iridotomy (LPI)เป็นการรักษาต้อหินมุมปิด แพทย์จะใช้แสงเลเซอร์ยิงให้เกิดรูที่ม่านตา เพื่อให้น้ำหล่อเลี้ยงลูกตาไหลเวียนได้ดีขึ้น วิธีนี้ไม่ทำให้เจ็บปวดและมีภาวะแทรกซ้อนน้อยกว่าการผ่าตัด และแพทย์อาจพิจารณายิงเลเซอร์ที่ตาอีกข้างเพื่อป้องกันไปด้วยเลย
    -Argon laser peripheral iridoplasty (ALPI) ใช้ร่วมกับการฉายเลเซอร์แบบLaser peripheral iridotomy (LPI) หรือใช้ในกรณีที่ไม่สามารถใช้ Laser peripheral iridotomy (LPI) รักษาได้
    -Argon laser peripheral iridoplasty (ALPI) ใช้ร่วมกับการฉายเลเซอร์แบบLaser peripheral iridotomy (LPI) หรือใช้ในกรณีที่ไม่สามารถใช้ Laser peripheral iridotomy (LPI) รักษาได้
  3. การผ่าตัด  เป็นการรักษาในกรณีที่รักษาด้วยยาหรือเลเซอร์ไม่สามารถควบคุมความดันตาได้
    -Trabeculectomy เป็นการผ่าตัดเพื่อเปิดทางระบายน้ำหล่อเลี้ยงลูกตา หากทำการผ่าตัดได้ภายใน 12 – 48 ชั่วโมงหลังมีอาการก็สามารถหายขาดได้ แต่หากไม่เข้ารับการรักษาประสาทตาจะเสียและตาบอดได้ภายใน 2 – 5 วันหลังมีอาการ
    -Aqueous shunt surgeryใช้ในกรณีที่วิธีแรกไม่ได้ผล โดยอาจทำการผ่าตัดด้วยการใส่ท่อระบายเพื่อลดความดันตา

        เนื่องจากต้อหินเป็นโรคที่ไม่แสดงอาการใดๆออกมา คนจึงไม่รู้ตัวเองว่าเป็นโรคนี้จนกว่าจะได้รับการตรวจเจอ ซึ่งโรคต้อหินนี่แหละที่เป็นสาเหตุของการมีตาบอดอันดับต้นๆของประชากรทั่วโลกรองจากโรคต้อกระจก การวัดสายตาประกอบแว่นและการวัดการมองเห็นไม่เพียงพอสำหรับการประเมินการเป็นโรคต้อหิน ดังนั้นทางที่ดีควรจะเข้าพบจักษุแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจตาเป็นประจำอย่างน้อยปีละครั้งก็ยังดี เพราะวิธีนี้เป็นวิธีเดียวที่ป้องกันการเกิดโรคต้อหินได้

มีประโยชน์ต่อผู้อ่าน - 83%

83%

คะแนนโหวต

ข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหน?

User Rating: Be the first one !

Check Also

ประโยชน์ของยาหยอดตาและป้ายตาที่ควรรู้

ประโยชน์ของยาหยอดตาและป้ายตาที่ควรรู้

ยาหยอดตาและป้าย …

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

Comment moderation is enabled. Your comment may take some time to appear.